[TF]Cover Me:Chapter 38

posted on 24 May 2012 21:01 by ki-kakao  in TF

ทุกคนสบายดีไหมคะ ทางนี้เหนื่อยสุดๆเลยล่ะค่ะ ต้องขอโทษจริงๆนะคะทุกคน อาทิตย์ที่แล้วข้าวยุ่งมากกกกกกไม่มีเวลาแปลเลยเพราะอย่างนั้นมันเลยยืดเยื้อมาจนถึงอาทิตย์นี้ แถมแผนผังดิเซพติคอนที่ทำไว้นั้นก็ดันลืมไว้ที่โรงเรียนอีก ไว้ไปทำงานแล้วจะเอามาสแกนให้นะคะขอโทษมากๆๆ
 
ตอนนี้เป็นตอนที่เคดได้โชว์ออร่าของพระเอกอย่างเต็มที่เลยค่ะ เรียกว่าอ่านตอนนี้แอบฟันธงว่าพระเอกชัวร์!แต่พออ่านตอนใหม่ที่BDQเธอลงเมื่อสองวันก่อนก็เลยแบบอ้าวสามพีสินะอือ จะรอฉากนะเจ๊BDQ ฮา
 
 
ยังไงก็ไปอ่านกันเลยนะคะ
 
 
KAKAO
 
ตอบเม้น
 
1 # คุณHisaki ถ้าถามเรื่องแกรมม่าเนี่ยข้าวก็โง่นะคะขอสารภาพเลยแต่เรื่องศัพท์เนี่ยค่อนข้างรอดเลยค่ะ ฮา ไฮด์น่ะถ้าส่วนตัว ข้าวคิดว่าเขาแกล้งบื้อนะคะ แต่ก็นะไม่แน่ๆ คอนก็มีมุมน่ารักๆแบบนี้แหละค่ะ ส่วนเรื่องหนังถ้าใครทราบว่าจริงเท็จแค่ไหนเสริมได้เลยนะคะเพราะข้าวก็ดูเมื่อนานมาแล้วจำไม่ได้เหมือนกัน เหอๆ
 
 2# คุณลมหนาว  จริงด้วยค่ะพอบอกว่าภาคสามไม่มีฝนก็แอบบเออแฮะ ฮา ส่วนไฮด์ที่ชอบน่ะคนอาบให้มากกว่านะคะ แจสเนี่ยเขาคู่กะโพร์วค่ะเพราะอย่างนั้นทุกคนเลยห่วงมากๆ
 
 
3# RoB-LighT ช่ายค่าาาาาาบลาสเตอร์จะมาแล้วววว แต่กว่าจะได้เจอกันอีกนานเลยล่ะค่ะ เฮ้อ รอหน่อยนะคะ มิสไฟร์ตัวเล็กกว่าค่ะ แต่เท่าที่อ่านดูน่าจะเป็นเสะ เอ๊ะ หรือเปล่านะ ส่วนถ้าแวะมาเมกะบางนาอย่าลืมมาหาบ้างนะคะ ที่นี่มามีเงินเป็นแสนก็หมดเพราะของน่าซื้อมาก นี่ไม่รวมไอเคียนะคะ
 
 
4# sasara ~ * ~ ma สวัสดีค่าาาายินดีที่ได้รู้จักนะคะ ดีใจนะคะที่ชอบ อ่านเร็วมากเลยนะคะ150แล้วหรือสุดยอดมาก ถ้าอยากเม้าก็จัดมาได้เลยค่ะจะได้มากรี๊ดกร๊าดด้วยกัน^^ 
 
 
Credit : http://blkdragonqueen.livejournal.com/ 
 
คำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะตัวอักษรในฟิค
 
“ประโยคคำพูด”
 
'ความคิด'
 
“-สื่อสารผ่านคลื่นวิทยุ-”
 
“ภาษาไซเบอร์ตรอน”
 
“:สตาร์ลิงค์:” 
 
อธิบายเพิ่มเติม
ลิงค์: การที่สปาร์คเรียกหากัน แต่ยังไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน
เชื่อมสัมพันธ์ : ประมาณการแต่งงาน
สตาร์ ลิงค์: การที่สปาร์คสองดวงพูดคุย
 

อายุอานามของเหล่าหุ่นในเรื่องเมื่อเทียบกับคน
 
Autobots
Optimus: 27-30
Ratchet: 37-40
Ironhide: 37-40
Bumblebee: 17-19
Wheeljack: 38-40
Twin: 23-24
Perceptor: 35-37
Inferno: 30-35
Red Alert: 25-27 
 
 
Decepticon
Barricade: 20-23
Starscream 30-33  
Thundercracker 30-33 
Skywarp 30-33
Misfire 23-25
Runamuck 35-38
Runabout 35-38 
Hook 37-40  
Scraper 37-40
Long haul 37-40  
Scavenger 37-40 
Mixmaster 37-40  
Soundwave: 35-38-- All cassettes: 26-34 
 
Pairing
Wheeljack x Ratchet, Prowl x Jazz, Sideswipe x Sunstreaker 


Cover Me
By Black Dragon Queen
 
Chapter 38: ออกจากโรงรถ
 
 
หลังจากที่ดูภาพยนตร์แอกชั่นที่เช่าเช่ามาจนจบแซมก็หันมาทำความสะอาดชั้นล่างของบ้าน ระหว่างที่ทำความสะอาดและตรวจตราว่าประตูและหน้าต่างนั้นปิดสนิทดีแล้วแซมก็อดนึกถึงเรื่องที่เขา บี และบาร์ริเคดนั้นเคยคุยกันถึงเรื่องอนาคตของ’คอนหนุ่ม เอาเข้าจริงเขานึกถึงเรื่องนี้ตั้งแต่กลับมาถึงบ้านจนดูหนังไม่รู้เรื่องเลยสักเพียงนิด เพราะมัวแต่คิดหาทางที่จะหว่านล้อมให้ออโตบอทนั้นยอมให้บาร์ริเคดลี้ภัยอยู่ด้วย และตอนนี้เท่าที่เขาคิดออกก็มีเพียงการคุกเข่าขอร้องเท่านั้นเอง แซมกรอกตาเมื่อพอจะนึกออกว่าบาร์ริเคดนั้นจะมีท่าทางอย่างไรเกิดเขาทำอย่างนั้นจริงๆ
 
 
หลังจากตรวจจนแน่ใจแล้วว่าห้องนั่งเล่นนั้นสะอาดเอี่ยมอ่องดีแล้ว แซมจึงเดินขึ้นบันได มือเอื้อมสับสวิชต์ไฟอย่างเหนื่อยอ่อน เด็กหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนของตนเอง แล้วเริ่มหาเสื้อจากกองเสื้อผ้าที่“ประมาณว่าจะ”สะอาด “เกิดเราไปทำอย่างนั้นหมอนั่นคงฆ่าเราเพราะไปทำให้เขาอับอายแน่เลย”แซมพึมพำกับตนเองขณะเปลี่ยนเป็นชุดนอน “เอาเหอะเดี๋ยวไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที”
 

เด็กหนุ่มปีนขึ้นเตียง มือเรียวเอื้อมปิดไฟตรงหัวเตียง ห้องที่เคยสว่างนั้นมืดลงทันใดเช่นเดียวกับหนังตาของเขาที่ค่อยๆหนักขึ้นเรื่อยๆ
 
 
ทันใดนั้นเด็กหนุ่มกลับสะดุ้งตัวขึ้นนั่ง แล้วเอื้อมเปิดสวิชต์ไฟเหมือนนึกขึ้นได้“อ้ะ ลืมแปลงฟันแฮะเรา”
 
 
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
 
 
เป็นเวลาใกล้สองนาฬิกาของเช้าวันใหม่ ตอนที่เกิดการเคลื่อนไหวอีกครั้งที่หน้าบ้านของพวกวิทวิคกี ขณะที่เหล่ากระรอกยังคงหลับอุตุ นกน้อยยังไม่พร้อมขับขาน และดิเซพติคอนที่กำลังฝันดีถึงวันที่ตนนั้นหายดี และพร้อมออกไปตระบึงขับรถเล่น รถSUVคันหนึ่งที่จอดอยู่สุดถนนก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว เสียงพูดคุยกันผ่านวิทยุสื่อสารดังขึ้นเป็นระยะ ก่อนทุกอย่างจะเงียบไปอีกครั้ง
รถSUVทั้งสี่คันเริ่มเคลื่อนตัวไปตามถนนก่อนมาหยุดจอดที่หน้าต้นโอ๊คใหญ่ หน้าบ้านของคุณนายเซลแมน ก่อนมนุษย์ซึ่งอยู่ในรถนั้นพร้อมใจกันเดินลงมา
 
 
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
 
 
แซมพลิกตัวไปมาเป็นครั้งที่เก้าของคืนนี้ เขานอนไม่หลับเลยสักนิด น่าแปลก จู่ๆเขาก็รู้สึกตื่นเต็มตา ปกติแล้วป่านนี้เขาต้องนอนกรนหลบอุตุเป็นหมีจำศีลไปแล้ว หรือว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น?จู่ๆนาฬิกาในตัวกลับเดินกลับหลังจนไม่รู้สึกง่วงนอนเลย
 
 
แซมครางแล้ววางโมโจลงบนพื้น แต่เจ้าชิวาว่าก็วิ่งขึ้นกองผ้าที่ยังไม่ได้สักแล้วกระโดดขึ้นเตียงอีกครั้งอยู่ดี ร่างโปรงถอนหายใจอย่างปลงสองเท้าเตะผ้าห่มออกจากตัว แซมอดหวั่นลึกๆว่าจะมีพายุใหญ่มาทั้งๆที่ฝนพึงจะหยุดตกไปแท้ๆ
 
 
แซมครางในลำคอ เท้าดันเจ้าหมาน้อยให้พ้นทาง ก่อนพลิกตัวลงจากเตียง“ร้อนชะมัดเลย”เขาพึมพำพร้อมกับยืนขึ้น เด็กหนุ่มหาวอ้าปากกว้างแล้วเดินตรงไปยังประตูห้องนอนก่อนจะเดินประแทกประตูเข้าเต็มหน้า แซมคำรามในความซุ่มซ่ามของตัวเอง สองขาเดินไปตามทางเดินหาห้องน้ำ บางทีถ้าอาบน้ำสักหน่อยอาจทำให้สบายตัวขึ้นแล้วกลับไปนอนหลับก็ได้
 
 
ปลายนิ้วไล้ขอบเสื้อที่ชื้นเหงื่อดึงขึ้นเหนือศีรษะ ดวงตาปรายมองนาฬิกาที่วางอยู่บนเคาท์เตอร์ข้างอ่างล้างหน้า เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปในอ่างอาบน้ำ และด้วยความขี้เกียจเขาจึงไม่ได้เปิดไฟ มือเรียวเอื้อมเปิดน้ำเย็นให้ไหลผ่านตัวชั่วครู่ แม้จะรู้สึกสดชื่นขึ้นแต่เขากลับยังคงกระวนกระวายเหมือนเดิม น่าแปลก?เขาเหนื่อยทั้งกายและใจ ซึ่งน่าจะทำให้เขาหลับสนิทได้อย่างไม่ยากเย็น
‘ทำไมอยู่ดีๆถึงรู้สึกอยากออกวิ่งจ๊อกกิ้งล่ะเนี่ย??’แซมนึกในใจขณะปิดน้ำแล้วก้าวออกจากอ่างอาบน้ำ ‘แปลก รู้สึกคลั่นเนื้อคลั่นตัวจัง’มือเรียวคว้าผ้าเช็คตัวซึ่งพาดอยู่ที่แขวนมาเช็ดตัว รู้สึกหวั่นๆอย่างไม่รู้จะอธิบายได้อย่างไร คล้ายกับตอนที่เวลาคนเราดูหนังเขย่าขวัญ และไม่รู้ว่าฆาตกรโรคจิตนั้นจะโผล่มาเมื่อไร ร่างกายรู้สึกตื่นกลัวตลอดเวลาเพราะไม่รู้ว่าจะโดนฆ่าเมื่อไร ถึงแม้ว่าตอนจบของเรื่องตัวร้ายจะโดนพระเอกฆ่าตายก็ตาม
 
 
มือพันผ้าเช็ดตัวรอบเอวบาง ก่อนหยิบนาฬิกาที่วางอยู่มาสวม เด็กหนุ่มจึงเดินกลับไปที่ห้องนอน หูเงี่ยฟังทุกเสียงเท่าที่จะทำได้ แซมหายใจลึกก่อนหยุดเดิน“อย่าตื่นตูมสิเรา”แซมสั่งตัวเอง “แค่กังวลไปเองแหละน่า”
 
 
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงกระจกแตก
 
 
เสียงกระจกแตกนั้นดังไกลๆจนเหมือนเขาหูแว่วไปเอง เสียงนั้นดังมาจากชั้นหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นกระตูหน้า แซมชะงักนิ่งฟังเสียงก่อนจะสั่นศีรษะไปมา“ไม่เอาน่า”แซมด่าตัวเองดังๆ “ถ้าเป็นโจร เจ้าหมาก็ต้องเห่าเป็นบ้าเป็นหลังแล้ว อีกอย่างเราก็มีดิเซพติคอนในร่างรถตำรวจอยู่ด้วยจะกลัวอะไร คงไม่มีใครกล้ายกเค้าบ้านเราหรอกเน๊อะ” แต่เมื่อเขาปรายมองที่เตียง โมโจนั้นหูตั้งฟังเสียงอย่างระแวดระวัง
 
 
“ชิบหาย”แซมพึมพำ พร้อมกับวิ่งเข้าไปหาเสื้อผ้าในห้องมาใส่ เขาอาจจะคิดมากไปเอง แต่หลังจากที่บังเอิญเป็นตัวกลางระหว่างสงครามต่างดาว เขาก็รู้ว่าทางที่ดีอย่าเสี่ยงเสียจะดีกว่า “สตาร์สกรีมคงไม่บุกเข้าบ้านเราหรอก...ก็หมอนั่นตัวใหญ่จะตาย”
 
 
ตอนที่มือเรียวเอื้อมคว้าไม้เบสบอลอันใหม่ที่แม่ซื้อให้นั้น ก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองนั้นตื่นตูมไปเอง แต่ใจมันก็ยังเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ  เด็กหนุ่มจ้องประตูเขม็ง มือกำไม้ไว้แน่น ดวงตาสีน้ำตาลอมเขียวมองโมโจที่กระโดดลงจากเตียง จมูกเล็กทำฟุดฟิดดมกลิ่น ทันใดนั้นทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดของแผ่นพื้นกระดานที่พ่อตั้งใจจะซ่อมลั่นเสียงดัง
 
 
โมโจรีบวิ่งไปซ่อนใต้เตียงทันที แซมขมวดคิ้วมองก้อนขนที่สั่นเป็นเจ้าเข้าแล้วหันกลับมาจ้องที่ประตูอีกครั้ง เขารู้ว่าไม่ว่านั่นจะเป็นใครก็ตามแต่มันมาหาเขาอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึงคิดเช่นนั้นแต่เขาแน่ใจ และที่แรกที่พวกนั้นจะมองหาเขาในเวลาตีสองก็ต้องเป็นห้องนอน เขาต้องออกไปจากห้องก่อนที่พวกนั้นจะขึ้นมาที่ชั้นสอง
 
 
ร่างโปร่งปรายตามองหมาน้อยก่อนส่ายหน้า ขาค่อยๆก้าวเดินหน้าช้าๆ เด็กหนุ่มค่อยๆย่องอย่างเงียบเชียบเดินตรงไปยังห้องนอนของพ่อและแม่ มือหมุนลูกบิดด้วยมือข้างที่ว่างก่อนแทรกตัวเข้าไปโดยไม่ลืมแง้มประตูไว้เล็กน้อยเพื่อสังเกตการ
 
 
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไร เงาของผู้บุกรุกค่อยๆเดินขึ้นมาตามบันได แซมหอบหายใจ ริมฝีปากบางเม้มสนิทเพื่อเก็ยเสียง ไม่นานเขาก็ได้เห็นชายร่างสูงสองคน แซมใจหายวาบ‘ชิบหายแล้วตรู’
 
 
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
 
 
บาร์ริเคดสะดุ้งตื่นขึ้น เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เขาตื่นเสียเต็มตาเลย น่าแปลกยังไม่นาจะถึงเวลาตื่นนี่นา ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าที่เขาควรจะตื่น ’คอนหนุ่มมองรอบตัวเพื่อหาความผิดปกติภายในโรงรถที่ตนเองนั้นซ่อนตัวอยู่ ทำไมอยู่ดีๆถึงสะดุ้งตื่นขึ้นมาล่ะ?แปลกชะมัด
 
 
บาร์ริเคดคำรามล้วเริ่มตรวจระบบการทำงานของตนเองทันที ก่อนจะคำรามเสียงดังขึ้นเมื่อหน้าจอแสดงผลที่เป็นสีแดงเสียส่วนใหญ่“บ้าเอ้ย”เขาสบถ“แม่สาวนั่นพูดถูก เราไม่น่าไปตะลอนๆเลยให้ตายสิ”ไม่ใช่ว่าเขาจะยอมรับอะไรหรอกนะ แต่บางที่เขาน่าจะให้หญิงสาวเชื่อมส่วนที่หลุดเข้าด้วยกันเสียหน่อยก่อนที่จะออกไปตะลอนที่ไหน เสียงแหบครางราวกับหาวดังขึ้น เขาหันไปแสกนตัวบ้านก่อนจะสะดุ้ง
 
 
มีคนอยู่ในบ้าน!
 
 
“เวรล่ะสิ” เขาสบถแล้วรีบเปิดเครื่องดักฟังที่ติดอยู่กับนาฬิกา เพื่อหาว่ามันเกิดบ้าอะไรในบ้าน เขาสังเกตเห็นร่างบางที่เขามั่นใจว่านั่นต้องเป็นแซมในห้องนอนพ่อแม่ ขณะผู้บุกรุกสองคนนั้นเดินผ่านเขาไปและตรงไปยังห้องนอนของแซม‘เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะคราวนี้’
 
 
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
 
 
แซมกลั้นหายใจขณะมองชายสองคนในชุดสูทเดินผ่านห้องที่เขาซ่อนตัวอยู่ ดูเหมือนเขาจะเดาถูกเรื่องที่คนพวกนนั้นมาที่นี่เพราะเขา ทั้งสองเดินหายเข้าไปในห้องที่นอนที่มืดสนิท และตรงไปยังเตียงขนาดเล็กที่อยู่ติดกำแพง แซมอดดีใจไม่ได้ที่ตนเองขยุ้มผ้าห่มเป็นก้อนเช่นนั้นจนดูเหมือนว่ามีคนกำลังนอนอยู่ ซึ่งพอจะหลอกตาชายทั้งสองได้ เมื่อเห็นว่าทางสะดวกแซมจึงรีบแทรกตัวออกจากห้องนอนของบุพการี เขาต้องรีบไปหาบาร์ริเคด เขาเป็นคนเดียวที่จะช่วยเขาได้ตอนนี้
 
 
‘อย่าหันกลับไป อย่าหันกลับไป อย่าหัน-’เขาสั่งตัวเองในหัวซ้ำไปซ้ำมา จนเดินมาหยุดที่ตรงบันไดเด็กหนุ่มมองเห็นว่าหนึ่งในนั้นจับผ้าห่ม ไม่คิดจะรอดูปฏิกิริยาเมื่อรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องเขารีบวิ่งลงบันไดทันที เขาได้ยินเสียงสบถเหนือหัวเมื่อหนึ่งในนั้นหันมาเห็นแซมวิ่งลงบันไดพอดิบพอดี ทั้งคู่เตรียพุ่งออกไปเพื่อจับเด็กหนุ่ม แต่โมโจที่ซ่อนอยู่ใต้เตียงนั้นกระโดดงับข้อเท้าของชายหนึ่งในสองคนเสียเต็มคำ
 
 
“ไอ้หมาบ้าเอ้ย!!”เขาคำราม พยายามสะบัดสุนัขตัวจิ๋วให้หลุด ส่วนค่หูของชายคนนั้นวิ่งตามเด็กหนุ่ม แซมได้ยินเสียงผู้ชายตะโกนโหวกเหวกแทรกด้วยเสียงขู่ของโมโจ ในใจอดภาคภูมืในชัยชนะไม่ได้ก่อนจะเหี่ยวลงเมื่อรู้ว่าชายสองคนที่อยู่ชั้นบนไม่ได้มากันแค่นั้น
 
 
เขาชะงักมองเช่นเดียวกับชายอีกสามคนที่มีสีหน้าประหลาดใจที่เห็นเขา แต่ด้วยความที่แซมนั้นเด็กหว่าและมีปฏิกิริยาตอบโต้เร็วกว่า สองแขนยกขึ้นเหนือศีรษะและหัวไม้ในมือใส่ช่วงตัวของชายที่อยู่ใกล้เขาที่สุด จนเขากระเด็นไปชนรกับชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆและพากันล้มลงพื้น เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่วิ่งลงบันไดตามเขาลงมา เบื้องหน้าเขายังเหลืออีกคนที่ยืนขวางทางและกำลังวิ่งตรงมาหา แซมรอให้ชายที่มาจากทางด้านหลังเดินเข้ามาใกล้ที่ ร่างโปร่งคว้าราวบันไดก่อนกระโดดข้ามราวลงสู่พื้นอย่างมั่นเหมาะ
 
 
ตัวร้ายเบอร์สองที่เบรกไม่ทันชนเข้ากับผู้ร้ายเบอร์ห้าทันที แซมอยากจะหัวเราะเยาะแต่กลับโดนคว้าเข้าที่ข้อเท้าจนจนล้มหน้าคว่ำ เขาร้องเสียงหลงเมื่อจู่ๆไม้เบสบอลที่ถืออยู่นั้นถูกดึงออกจากมือ และเขาก็พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสะบัดมือที่จับข้อเท้าออก แซมมองข้ามไหล่ตนเองไปยังชายคนที่โดนกระแทกล้ม ขณะชายอีกคนซึ่งโดนเขาหวดไม้ใส่นั้นยังกุมมืออยู่รอบเอว ด้วยความจนตรอกและความหวาดกลัวแซมยกเท้าข้างที่ว่างขึ้นเตะเข้าที่คางของอีกฝ่าย
 
 
เมื่อหลุดจากการรั้ง แซมพยายามยืนขึ้นก่อนจะถูกชายอีกคนวิ่งเข้าใส่จนเขาล้มกลิ้งลงบนพื้น“อย่า!”แซมร้องโวยวาย มือเรียวทั้งดันทั้งทุบตัวเองออกจากสองแขนที่รัดรอบเอว“ปล่อยนะ!”ชายคนที่โมโจกัดจ้องเขาเขม็ง ส่วนคนที่แซมเตะนั้นยืนขึ้น มือเช็ดจมูกที่มีเลือดไหลให้เห็นเป็นทาง
 
 
แซมคำรามก่อนกัดเข้าที่มือที่ล็อกตัวเขา ส่วนขายกขึ้นเข่าที่จุดยุทธศาสตร์เข้าเต็มๆ ทุกคนที่นั่นพร้อมใจกันเบ้หน้าเมื่อแซมนั้นวิ่งผ่านห้องนั่งเล่นตรงไปยังประตูหน้าบ้าน“จับมัน!”หนึ่งในนั้นตะโกนสั่งเสียงดัง แซมกระโดดข้ามโซฟา กึ่งวิ่งกึ่งคลานไปยังประตู โดยมีผู้บุกรุกห้าคนตามหลังมา โชคร้ายสำหรับพวกนั้นเพราะแซมใช้เวลาตลอดสิบเจ็บปีที่ผ่านมาในการวิ่งหนีพวกเด็กเกเรจนหลบหลีกผู้ร้ายทั้งห้าที่พยายามจับตัวเขาได้อย่างสบาย แซมยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินเสียงสบถอย่างหัวเสียเมื่อพวกนั้นวิ่งชนกันเอง แต่ก่อนที่เขาจะวิ่งถึงทางออกร่างหนึ่งกลับหยุดยืนขวางเขาอยู่
 
 
ชายคนนั้นยิ้มเหี้ยมให้เขา ดวงตาหรี่ลงมองอย่างไม่เป็นมิตร“สวัสดีแซมมัวเอล”
 
 
‘วิ่ง!’เสียงในหัวของเขาสั่ง ‘รีบหนีเร็ว!วิ่งเซ่!’
 
 
แต่แซมไม่สามารถขยับได้ เหมือนต้องมนต์ของดวงตาคู่นั้นจนก้าวขาไม่ออก ตอนนั้นเองที่กลุ่มที่วิ่งตามเขามานั้นมาถึง ชายคนที่แซมหวดไม้ใส่คว้าไหล่เขาแล้วอุ้มเขาขึ้น“อย่า”แซมร้องพยายามเตะเขาเพื่อต่อต้าน “ปล่อยฉันนะ!”
 
 
ทั้งหมดมองเขาด้วยสายตารังเกรียจ เว้นเสียแต่ชายที่ยืนตรงทางออกที่ยิ้มอย่างกึ่งขำกึ่งสมเพชที่เห็นแซมดิ้นไม่หยุด“ไม่เอาน่าไม่เห็นต้องทำรุนแรงกันเลยนี่?โดยเฉพาะกับเด็กๆ”
 
 
“ปล่อยฉันนะไอ้ทุเรศ!” แซมร้องโวยวายต่อไป“ช่วยด้วย!ใครก็ได้ช่วยด้วยครับ!”
 
 
ร่างที่ยิ้มกริ่มเปลี่ยนมาขมวดคิ้วมุ่น“ไม่เห็นจะต้องตะโกนโหวกเหวกเลย” ชายผู้นั้นบอกเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ตอนนี้เธอปลอดภัยแล้วนะ”
 
 
“เออใช่ ไอ้เด็กนี่ล่ะปลอดภัย  แล้วพวกเราล่ะ”ชายซึ่งยืนอยู่ข้างหลังบ่นเสียงต่ำ ซึ่งผู้ที่ดูจะเป็นหัวหน้านั้นหันมาส่งสายตาดุใส่
 
 
แซมหยุดร้องแต่ยังคงไม่ยอมหยุดดิ้น ชายคนนั้นมองแซมนิ่งๆอยู่ชั่วครู่ก่อนพยักเพยิดไปทางห้องรับแขก“เราไปหาที่นั่งสบายๆคุยกันดีกว่าไหม?”
 
 
ชายร่างยักษ์ซึ่งอุ้มเขาอยู่พาแซมไปยังห้องรับแขก แล้วบังคับให้เด็กหนุ่มนั่งลงที่โซฟา แซมเหลียวมองรอบตัวก่อนมาสะดุดที่ตัวหัวหน้าซึ่งนั่งลงบนเก้าอี้ตัวโปรดของพ่อ เห็นได้ชัดว่าคนๆนี้เป็นคนสั่งการงานทุกอย่าง เขานั่งอย่างสบายอารมณ์โดยมีชายอีกห้าคนนั้นยืนล้อมหน้าล้อมหลัง แซมอดแปลกใจไม่ได้เพราะเขาไม่เห็นจะเหมือนพวกตัวร้ายที่เคยเห็นตามโทรทัศน์เลย
 
 
ชายซึ่งนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามเขาเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ใส่สูทและผูกไทด์ ตรงกันข้ามเขากลับสวมกางเกงสีกากีกับเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมเม็ดบน แขนเสื้อสองข้างม้วนพับขึ้นแสดงให้เห็นแขนท่อนแขนแกร่งสีแทน ชายตรงหน้าดูอายุราวสี่สิบปี จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากกว้าง กับดวงตาเรียวเล็กที่หรี่มองเขานั้นดูเย็นชา ราวกลับพยายามมองทะลุ แซมกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น
 
 
“ต้องการอะไร?”แซมพยายามพูดอย่างยากเย็น พยายามทำไม่รู้ไม่ชี้เสียก่อน “เงิน?เครื่องเพชรของแม่?”
 
 
ชายตรงหน้าหัวเราะเสียงดังจนแซมอดรู้สึกอึดอัดไม่ได้“โถ คุณวิทวิคกี อย่าแกล้งซื่อหน่อยเลย”ร่างสูงหัวเราะน้อยๆก่อนเงียบลง “เห็นได้ชัดว่าเธอฉลาดกว่านั้น เธอก็รู้ว่าเรามาที่นี่ทำไม”
 
 
แซมมองรอบๆก่อนหันกลับมามองยังชายตรงหน้าอีกครั้ง“ไม่นี่”เขาตอบด้วยเสียงเรียบนิ่ง
 
 
ชายหนุ่มยิ้ม แล้วโน้มหน้าเข้ามาหาแซมจนเกือบชิด“เธอรู้ว่าพวกเราเป็นใครนี่”เขาว่า
“ไม่รู้”เชากระซิบกลับ พยายามถอยห่างชายที่ดูไม่ปกติตรงหน้า
 
 
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าคม“เดาสิ”
 
 
แซมเริ่มสั่น เมื่อครู่ไม่ใช่คำแนะนำ แต่เป็นการสั่งเขากลาย“เซก-”เขากลืนน้ำลายก่อนจะเอ่ยต่อว่า “เซ็กเตอร์เซเว่น”
 
 
ทั้งหมดเงียบไปก่อนหนึ่งในชายสวมชุดสูทจะคำรามเบาๆอบ่างไม่พอใจ แซมปรายมองผู้บุรุกก่อนจะแปลกใจเมื่อสังเกตุเห็นสีหน้าที่ดูจะเหยเก แซมขมวดคิ้วมุ่นแล้วปรายกลับมามองที่ตัวหัวหน้าที่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เด็กหนุ่มได้แต่นั่งเงียบมองอีกฝ่ายนิ่งๆได้แต่รอให้ร่างตรงหน้าหยุด
หัวเราะ“เซ็กเตอร์เซเว่นเนี่ยนะ!”เขาร้องเสียงดัง “คิดว่าเราจะทำงานให้หน่วยงานกระจอกแบบนั้นหรือไง?”
 
 
แซมมองอีกฝ่ายอย่างไม่ใคร่แน่ใจนัก แล้วเหร่มองชายซึ่งคุมตนอยู่ข้างๆเป็นเชิงถาม แต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่ส่ายหน้าแล้วยกกระดาษชำระซับเลือดที่ยังไหลออกมาให้เห็นจากปลายจมูก รายตรงหน้าเปลี่ยนมาหัวเราะน้อยๆก่อนเอ่ยต่อว่า“เปล่าเลยคุณวิทวิคกี”เขากล่าวกลั้วหัวเราะ “เราไม่ได้มาจากเซ็กเตอร์เซเว่น”
 
 
แซมเอียงคอย่างไม่เข้าใจ ดวงตาจ้องคนที่ยังคงหัวเราะอยู่“ถ้าอย่างนั้นพวกนายเป็นใคร?”
 
 
เขาเริ่มหัวเราะอีกครั้ง“ไม่ได้เป็นพวกเซ็กเตอร์เซเว่นงี่เง่านั่นแน่นอน”เขาบอกเสียงเข้ม
 
 
แซมยังคงไม่สามารถจับต้นชนปลายได้ถูก ตกลงว่ากลุ่มที่ต้องการจับตัวเขาเป็นใครกัน เห็นได้ชัดว่าพวกนี้รู้เรื่องเซกเตอร์เซเว่นเป็นอย่างดี ซึ่งหมายความว่าก็ต้องรู้เรื่องไซเบอร์ทรอนเนียนด้วยแน่ๆ“ฉันไม่เข้าใจ...”
 
 
ชายตรงหน้าเอนตัวพิงพนักเห้าอี้“ฉันชื่อด๊อกเตอร์เบอร์เจน”เขาแนะนำตัว “ผู้ไม่ได้มาจากเซ็กเตอร์เซเว่น”ด๊อกเตอร์หนุ่มยิ้มมุมปาก“เรามาจากเซ็กเตอร์เธอร์ทีน”
 
 
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
 
 
“ยังจะมีเซ็กเตอร์อะไรอีกหรือเนี่ย?”บาร์ริเคดอดหงุดหงิดใจไม่ได้ขณะแอบฟัง เขารู้ว่าตอนนี้แซมนั้นโดนจับอยู่ แต่อีกฝ่ายดูจะไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำร้ายเด็กหนุ่มแต่อย่างใด ที่เขาต้องทำตอนนี้คือแยกแซมออกมาจากพวกนั้น บาร์ริเคดไม่สามารถเปลี่ยนร่างได้ ซ้ำยังทำอะไรได้ไม่มากในร่างรถ เขาค่อยๆเปิดประตูโรงรถ และขับออกไปอย่างช้า ดวงตามองรอบก่อนไปสะดุดเข้ากับรถของผู้บุกรุกที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน ในหัวคิดหาแผนการ และรอหาจังหวะลุย
 
 
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
 
 
“เซกเตอร์เธอร์ทีน?” แซมย้อนถามพลางจ้องอีกฝ่ายอย่างสับส“ไม่เห็นจะเคยได้ยินเลย”
 
 
“ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว”ชายตรงหน้าส่ายหน้า “ไม่มีใครรู้ว่าเรามีตัวตนทั้งนั้น แม้แต่เจ้าพวกโง่เซ็กเตอร์เซเว่น”
 
 
“แล้วพวกแกต้องการอะไรจากฉัน?”แซมถาม
 
 
ดร.เบอร์เจนยิ้มมุมปากให้แซม“เราต้องการตัวเธอน่ะสิหนุ่มน้อย”เขาบอกร่างโปร่งด้วยน้ำเสียงร่าเริงอย่างไม่เดือดร้อนและเป็นเรื่องธรรมดามา
 
 
แซมไม่ชอบน้ำเสียงนั้นเลยสักเพียงนิด“เพื่ออะไร?”
 
 
ชายหนุ่มยิ้มแล้วโน้มตัวมาหาเขาราวกับพยายามบอกความลับ“เป็นเหลือล่อ”
 
 
“เหยื่อล่อ?”แซมอุทานด้วยความตกใจ
 
 
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
 
 
บาร์ริเคดเบ้หน้า“ชักไม่ดีแล้ววุ้ย”
 
 
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
 
 
“ถูกต้องคุณวิทวิคกี”ดร.เบอร์เจนย้ำรับ “เราต้องการเธอเพื่อที่เราจะได้จับคาเมโร่สีเหลืองของเธอยังไงล่ะ”
 
 
แซมอ้าปากค้าง ดวงตาจ้องอีกฝ่ายด้วยความไม่เชื่อ“คุณพูดเรื่องอะไร?”
 
 
“เอาง่ายๆนะ” ดร.เบอร์เจนยิ้ม“เราอยากให้เธอโน้มน้าวNBE-2ให้ยอม...ทำงานกับเรา”
 
 
“เขาไม่มีวันร่วมมือกับคนอย่างพวกแกหรือใครทั้งนั้น!”แซมตวาดแล้วยืนขึ้น
 
 
เบอร์เจนหัวเราะเมื่อชายที่นั่งข้างเด็กหนุ่มจับเขาเข้าที่ไหล่แล้วกระชากเขาให้นั่งลง“นั่งลงไอ้หนู!”ร่างสูงขู่คำราม แซมตวัดตามองอีกฝ่ายเขม็ง
 
 
“ไม่เอาน่าแซมมี่น้อย” ดร.เบอร์เจนแกล้งโอ๋“เธอไม่รู้หรือว่าตัวเองมีความสำคัญกับเจ้าสิ่งนั้นมากแค่ไหน?โดยเฉพาะเจ้าตัวสีเหลือง...”
 
 
แซมมองชายตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจว่าเขาคิดอะไรกันแน่ เขารู้ว่าพวกนี้ต้องการทำให้เขานั่งไม่ติดที่ แซมรู้ดีว่าตนเองไม่สามารถทนฟังได้อีกต่อไป“แกมันบ้า”แซมว่า
 
 
“ไม่เลย ฉันสติดีทุกอย่าง” เขาหัวเราะลั่น“คนอย่างเธอต่างหากที่บ้าที่คิดว่าเจ้าสัตว์ประหลาดหุ่นยนต์นั่นจะไม่ทำร้ายเรา!” จู่ๆเบอร์เจนก็เปลี่ยนอารมณ์ที่ดีๆเมื่อครู่เป็นโมโหร้าย“ฉันรู้ว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตพวกนั้นมันทำอะไรได้บ้าง!คิดจะโผล่มาจากไหนก็ได้แล้วมาอาศัยอยู่บนดาวของเรา!ไม่เห็นหรือว่าพวกนั้นตั้งใจทำอะไร?พวกมันกำลังเตรียมพร้อม!”
 
 
แซมมองร่างสูงที่ลุกขึ้นแล้วเดินไปเดินมา เด็กหนุ่มไม่แน่ใจว่าตนเองนั้นควรจะถามหรือไม่แต่เขาต้องรู้ให้ได้ว่าอีกฝ่ายนั้นคิดอะไรอยู่“เตรียมอะไร?”
 
 
ผู้บุกรุกหันกลับมามองแซมด้วยแล้วเดินเข้ามาหาเขาสองมือวางลงบนพนักโวฟาเสียงดัง กันไม่ให้แซมหนีไปไหนได้“เพื่อบุกโลก”
 
 
แซมจ้องอีกฝ่ายตาโต“จะบ้าเรอะ!”
 
 
ร่างสูงหัวเราะเสียงดัง“บ้า?ฉันบ้าอย่างนั้นหรือ?จะบอกให้ว่าอะไรที่บ้า!”แซมสะดุ้งเมื่ออีกฝ่ายนั้นคว้าเอาโคมไฟอันโปรดของจูดี้ขึ้นมาแล้วคว้างใส่หน้าต่างจนแตกละเอียด “ที่มันบ้าบอคือคนอย่างเธอยอมให้พวกนั้นมันจูงจมูกจนเชื่อว่าพวกมันไม่เป็นอันตราย!พวกคนบ้าๆแบบรัฐมนตรีเคลเลอร์ที่ยอมให้เจ้าพวก....ลี้ภัยมาที่โลก!แล้วไหนที่จะมีแต่ฉันเท่านั้นที่เห็นธาตุแท้ของเจ้าต่างดาวพวกนั้น!”
 
 
“ที่บ้าก็คือแกได้เห็นสมใจแน่เจ้ามนุษย์”
 
 
ทุกคนต่างสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อเสียงของบาร์ริเคดนั้นดังขึ้นมาจากทางโวฟา แซมเหลียวมองรอบตัวก่อนก้มลงมองนาฬิกาข้อมือที่ตนนั้นสวมอยู่“บาร์ริเคด?”เขากระซิบด้วยความแปลกใจ
 
 
“แซม เตรียมวิ่ง”บาร์ริเคดบอกเขา
 
 
“เอ๊ะ?-” 
 
 
“นั่นใคร!”ดร.เบอร์เจนตะโกน มือคว้าข้อมือแซม กระชากเด็กหนุ่มออกจากที่นั่ง “NBE-2ไม่อยู่แล้วนี่!”
 
 
“รถตำรวจนั่น!”หนึ่งในผู้ติดตามอก “คันที่ผมเห็นเมื่อวันก่อนตอนที่เราตามไปที่บ้านเพื่อนของเด็กนี่”
 
 
“เป็นไปไม่ได้  ไม่น่าจะเป็นหนึ่งในพวกนั้น!”ดร.เบอร์เจรนตะโกน
 
 
“แต่ในเอกสารของเซ็กเตอร์มีบันทึกเรื่องของรถสายตรวจอยู่ด้วยนะครับ”ชายคนเดิมเอ่ยต่อ
 
 
“NBE-3รึ?”ดร.เบอร์เจนเอ่ยอย่างตริตรอง “เป็นไปไม่ได้!ตามที่ระบุไว้มันไม่ได้อยู่ข้างเดียวกันนี่?ทำไมมันถึงอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”
 
 
มีเสียงชนดังหนั่นเรียกความสนใจจากทุกคนให้วิ่งไปดูที่หน้าต่าง เบอร์เจนกระชากข้อมือแซมให้เด็กหนุ่มเดินเซตามเขามา แซมที่เสียงหลักนั้นล้มลง มือที่พยายามยันตัวเอนนั้นบาดเข้ากับกระจกที่แตกเมื่อครู่ เบอร์เจนหันมาส่งเสียงรำคาญในลำคอแล้วดึงรั้งเขาให้ยืนขึ้น“อะไรน่ะ?”
 
 
ทุกคนต่างมองภาพรถสายตรวจซึ่งเป็นร่างแปลงของดิเซพติคอนวิ่งชนเข้ากับรถSUVทั้งสี่คันให้กระแทกเข้าหากัน บาร์ริเคดยิ้มกริ่มในใจแล้วใส่เกียร์ถอยหลัง ก่อนเริ่งเครื่องวิ่งชนSUVคันแรกสุดให้ไปกระแทกกับต้นโอ๊คใหญ่ แบบเดียวกับที่เขาเคยทำกับรถของเทรนท์
 
 
“จะยืนทำบื้ออะไร”เบอร์เจรตวาดใส่ลูกน้องที่ได้แต่ยืนมอง’คอนหนุ่มอย่างทำอะไรไม่ถูก “หยุดมันสิ!”
 
 
แซมมองลูกน้องทั้งห้าของเบอร์เจนที่พร้อมใจกันปีนออกทางหน้าต่างแล้ววิ่งไปทางบาร์ริเคดที่ตอนนี้เปลี่ยนมาวิ่งชนรถคันที่สองให้กระแทกเข้ารถคันแรก แซมไม่สนหรอกว่าจะเป็นอย่างไร ตอนนี้เป็นโอกาสเหมาะ ตอนที่เขาล้มเมื่อครู่ แซมได้หยิบเอาเศษกระจกที่แตกขึ้นมาชิ้นหนึ่ง  ก่อนจะเหวี่ยงแขนสุดแรงจนเศษกระจกบาดลึกเข้าที่แขนของชายตรงหน้า
 
 
เลือดสีแดงฉานกระเด็นจากบาดแผลเมื่อร่างสูงสะบัดแขน แซมรีบสะบัดข้อมือให้หลุด เบอร์เจนอุทานเมื่อแซมหลุดออกจากการจับกุม เด็กหนุ่มกระโดดออกจากบ้านทางหน้าต่างกระแทกเข้ากับพุ่มไม้ แซมกัดฟันเพื่อห้ามความเจ็บเพราะเหยียบลงบนเศษกระจก“บ้าเอ้ย!จับมันเซ่!”เบอร์เจนสั่งลูกน้องทั้งห้าต่างหันกลับมามองแซมที่พยายามวิ่งไปหาบาร์ริเคด
 
 
บาร์ริเคดนั้นดูจะไม่เสียเวลารอให้แซมวิ่งมาหา เสียงล้อรถเบียดบนถนน มัสแตงก์หนุ่มวิ่งเข้าใส่กลุ่มชายที่ยืนขวางทางของแซม แซมอดใจหายไม่ได้เมื่อเห็นหนึ่งในนั้นกระแทกเข้ากับฝากระโปรงรถของบาร์ริเคด แซมวิ่งไปหาบาร์ริเคดที่เปิดประตูรอไว้ ก่อนกระโดดเข้าไปพอดีกับที่ประตูปิดตามหลัง แซมมองเห็นเบอร์เจนยืนอยู่บนลานหน้าบ้าน มือกุมแขนข้างที่ถูกแซมแทง ดวงตามองบาร์ริเคดและแซมหายไปตามถนน
 
 
“เราจะทำยังไงดี?”แซมถามอีกฝ่ายเมื่อบ้านของตนนั้นห่างออกไปเรื่อยๆ “ทำไงดี?ผู้ชายคนนั้นบ้าไปแล้ว!”
 
 
“เห็นชัดเลยล่ะ”บาร์ริเคดตอบแล้วเลี้ยวตรงมุมถนน
 
 
“พระเจ้าช่วย!เขาต้องการจะจับบัมเบิลบี!” แซมว่าพลางยกขาขึ้นมาดึงเศษกระจกที่เท้าออก“เราต้องตามหาเขานะ เราต้องเตือนบี!”
 
 
“ฉันว่ามันยุ่งยากกว่านั้นเยอะเลย”บาร์ริเคดพึมพำแล้วเลี้ยวอีกครั้ง
 
 
“โอ้ไม่นะ!พ่อกับแม่!พ่อกับแม่ต้องแตกตื่นแน่ๆ!เกิดพวกบ้านั่นยังอยู่ตอนที่พอกับแม่กลับมาล่ะ?”
 
 
บาร์ริเคดนั้นได้ยินเสียงหัวใจแซมเต้นรัวเร็วจนเขาเริ่มหวั่น‘ทั้งๆที่เมื่อกี้ยังทำนิ่งขนึมตอนคุยกับเจ้าด็อกเตอร์สติไม่เต็มบาทแท้ๆ ตอนนี้เลยสติแตกเต็มที่เลยสิเนี่ย’ บาร์ริเคดเปิดเครื่องปรับอากาศในรถและรอให้ยากล่อมประสาทออกฤทธ์“ฉันคิดว่าพอพ่อแม่นายเห็นเขาก็หน้าต่างที่แตกกับรถแปลกๆสี่คัน เขาคงรู้แหล่ะว่าควรหนีได้แล้ว”
 
 
“แล้วมิเคล่าล่ะ?เกิดพวกนั้นหันไปเล่นงานเธอล่ะ?ไมลส์ด้วย?พวกนั้นบอกว่าเขาแอบตามเรามาตลอด เกิดเขาไปจับไมลส์ล่ะ?”
 
“แซม!ใจเย็นๆ!”บาร์ริเคดตวาดแซมเพื่อเรียกสติอีกฝ่าย “ตอนนี้นายสำคัญที่สุดรู้ไหม!”
 
“แต่....แต่....”เสียงของแซมเริ่มขาดช่วง บาร์ริเคดถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อแซมค่อยๆเอนตัวพิงเบาะช้าๆ ลมหายใจค่อยๆช้าลงจนเป็นปกติ แล้วหลับไปตามฤทธ์ก๊าซกล่อมประสาท
ความเงียบอันสงบเข้าครอบคลุมห้องโดยสาร บาร์ริเคดที่ขับออกนอกเขตตัวเมืองจอดรถเข้าที่ข้างทางเพื่อคิด เขาบอกได้เลยว่าการที่เขากับรถชนกับรถSUVของผู้บุกรุกนั้นทำเอาส่วนที่บาดเจ็บของเขานั้นเป็นหนักกว่าเดิม
 
 
เมื่อตรวจจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครตามเขามาบาร์ริเคดจึงเริ่มขับต่อ พลางคิดหาทางไปด้วย‘ท่าทางจะมีปัญหาแล้วสิ’เขานึกในใจ ‘ไม่ใช่แค่สตาร์สกรีมที่ต้องคอยจับตา ตอนนี้ดันมีเซ็กเตอร์เธอร์ทีนบ้านี่อีก’เขาคำรามเบาๆแล้วเลี้ยวไปอีกถนนหนึ่งเพื่อไปยังจุดหมายที่ตั้งห่างออกไป
 
 
เขาหัวเราะในลำคอ เขาไม่อยากจะไปที่นั่นเลย เขาไม่ไปมาก มาก มาก แต่จะให้ทำยังไงได้?จะให้เขาไปที่ไหน?เขาต้องแน่ใจว่าแซมนั้นจะปลอดภัย และมีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่จะเป็นอย่างนั้นนั่นคือ ไปหาพวกออโตบอท
 
 
และเขาต้องไปเตือนพวกนั้นเรื่องดร.สติเสียเบอร์เจนด้วย‘เอายังไงดี?’เขานึกพลางวิ่งไปบนทะเลทรายชื้นแฉะหลังฝน ‘นึกว่าเรียกว่าทะเลทรายแล้วจะไม่มีฝนตกเสียอีก.....’
 
 
ไม่นานเขาก็เห็นกลุ่มอาคารที่เป็นอาณาเขตของออโตบอท บาร์ริเคดถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อแสกนเนอร์แสดงให้เห็นว่าฐานทัพนั้นว่างเปล่า บางทีเขาอาจจะหย่อนแซมทิ้งไว้แล้วชิ่งก็ได้ เป็นแผที่ทุเรศมากๆ
 
 
“เฮ้ย!ทำไมมีคูอยู่กลางทะเลทรายวะเนี่ย?”เขากรีดร้องอย่างเหลืออดเมื่อมาหยุดจอดอยู่ที่ริมขอบคูกว้าง “เจ้าออโตบอทบ้า!คิดว่าของแค่นี้จะกันสตาร์สกรีมได้เรอะ??”เขาถลึงตามองแล้วขับวนไปรอบเพื่อหาทางเข้าแต่ก็ไม่มีเลยแม้แต่สะพานข้าม ’คอนหนุ่มกัดฟันกรอดแล้วกัลบจอดอยู่ที่เดิม ด้านหน้าของประตูทางเข้าอันใหญ่ ไอ้คูบ้านี่ทำให้ทุกอย่างยุ่งยากเสียจริง ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดแล้วสิ ถ้าอยู่ในร่างหุ่นล่ะก็ป่านนี้ก็คงกระโดดข้ามไปแล้ว
 
 
เขาถอนหายใจอย่างหงุดหงิดก่อนดับเครื่องและจอดรอ และได้แต่ภาวนาว่าเจ้าผึ้งจะเป็นคนแรกที่ขับมาถึงฐานทัพก่อนที่เพื่อนร่วมทีมจะเริ่มยิงปืนใส่เขา หวังว่าเขาจะไวพอและหลบมิสไซล์ได้ โดยที่แซมไม่ระเบิดเป็นจุลไปพร้อมกับเขา
 
 
ระหว่างรอพวกออโตบอทกลับมาบาร์ริเคดเปิดฟังบทสนทนาที่ระหว่างแซมและเบอร์เจน นี่มันเรื่องใหญ่เลยทีเดียว เจ้าเซกเตอร์ใหม่นี่มันอะไรกัน?ดร.เบอร์เจนนี่เป็นใคร?แล้วทำไมมันถึงรู้เรื่องพวกเรามากนัก? เขาถอนหายใจยาวดวงตาปรายมองขอบฟ้าที่เริ่มขึ้นสีเรืองรองของเช้าวันใหม่ บาร์ริเคดรู้ว่าพายุนั้นพึ่งมาแค่ลูกแรก จะออโตบอทหรือดิเซพติคอนก็แล้วแต่เรื่องนี้ต่างฝ่ายต่างต้องช่วยเหลือกันแล้ว
 
 
“เวร” เขาพึมพำ“แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้”
 
 
TBC