[TF]Cover Me:Chapter 23
posted on 29 Jan 2012 02:57 by ki-kakao in TFสวัสดีค่ะทุกคนเป็นยังไงกันบ้างคะ ช่วงนี้ที่อเมริกาเป็นอาทิตย์ก่อนซุปเปอร์โบว์ หรืออเมริกันฟุดบอลรอบไฟนอล ที่นี่เลยตื่นเต้นกันใหญ่เลยแหละค่ะ อยู่ที่นี่มันไม่มีอะไรดูเราเลยต้องเข้าเมืองตาหลิวดูตามเขา ซึ่งพอดูๆไปก็สนุกดีเหมือนกันค่ะ สงสัยกลับไปคราวนี้ต้องบ้ากีฬาแน่เลย
เรื่องส่วนตัวที่กำลังกังวลคือสีผมนี่แหละค่ะ ก่อนมานี่ข้าวไปย้อมสีน้ำตาลมา แต่พออยู่ที่นี่นานเข้าผมมันกับสีอ่อนลงๆจนกลายเป็นสีส้มไปแล้วล่ะคะ สงสัยจะแพ้น้ำประปาที่นี่จะเป็นอิจิโกะแล้วนะเนี่ย!!!
โวยวายไปนู่น เหอๆ พูดถึงเรื่องฟิคกันดีกว่านะคะ
ตอนนี้ของบอกเลยว่าสำหรับข้าวแล้วมันน่าเบื่อมาก มีชอบอยู่ช่วงเดียวคือช่วงที่เป็นที่มาของชื่อตอนนี้ค่ะ ขำมาก ไม่รู้จะพูดอะไรดีไปอ่านกันดีกว่านะคะ
KAKAO
ตอบเม้น
1# คุณDakaos พ่อแม่แซมนี่ไม่ธรรมดาจริงๆค่ะ คนปกติคงสติแตกไปแล้ว ไม่ก็อาจะสติแตกอยู่แล้วหรืออาจชินเลยไม่คิดจะโวยวายอีกล่ะมังคะ ส่วนบีคงโดนลวนลามเลยไม่ชอบ (คิดไปนู่น ฮา)
2# คุณRob-light เพราะเป็นแม่พระเองและแม่ยายเลยต้องเคี่ยวหน่อยแหละค่ะ จริงไหมคะ^^
3# คุณHisaki ต้องรีบทำคะแนนหน่อยแหละค่ะเพราะตอนนี้เคดคะแนนพุ่งไปไกลมากแล้ว แล้วก็ตกลงว่า สามพีดอเคใช่ไหมคะ กั๊กๆๆๆๆ
4#คุณลมหนาว สอบสู้ๆนะคะขอให้ได้คะแนนดีๆอย่างที่หวังนะจ้ะ O-Netอย่าไปยอมแพ้มัน ทำให้เต็มที่นะจะเอาใจช่วยจ้า
Credit : http://blkdragonqueen.livejournal.com/
คำอธิบายเกี่ยวกับลักษณ์ตัวอักษรในฟิค
“ประโยคคำพูด”
'ความคิด'
“-สื่อสารผ่านคลื่นวิทยุ-”
“ภาษาไซเบอร์ตรอน”
“:สตาร์ลิงค์:”
อธิบายเพิ่มเติม
ลิงค์: การที่สปาร์คเรียกหากัน แต่ยังไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน
เชื่อมสัมพันธ์ : ประมาณการแต่งงาน
สตาร์ ลิงค์: การที่สปาร์คสองดวงพูดคุย
อายุอานามของเหล่าหุ่นในเรื่องเมื่อเทียบกับคน
Optimus: 27-30
Ratchet: 37-40
Ironhide: 37-40
Bumblebee: 17-19
Barricade: 20-23
Wheeljack: 38-40
Perceptor: 35-37
Inferno: 30-35
Red Alert: 25-27
Twin: 23-24
Pairing
Wheeljack x Ratchet, Prowl x Jazz, Sideswipe x Sunstreaker
Cover Me
By Black Dragon Queen
Chapter 23:ปฏิบัติการคุกกี้
หากลองเปรียบเปรยกับสีเทียนในกล่องแล้วล่ะก็ ไมลส์ แลงก์คาสเตอร์ก็ไม่ใช่สีที่คนทั่วไปจะหยิบใช้เท่าไรนัก เขารู้ตัวดี ครูที่สอนเขาเองก็รู้ แม้กระทั่งพ่อแม่ของเขาเองก็ยังอ่อนใจกับความที่เขาไม่ทันคนอื่น หากพูดกันตามตรงเรื่องความแตกต่างของสมองไม่ใช่เรื่องที่ไมลส์จะสนใจเสียเท่าไร การถูกแกล้งและคะแนนบนสมุดรายงานผลการเรียนที่มีแต่C และDกลายเรื่องธรรมดาจนเขาเองก็เลิกที่จะสนใจมัน คนอื่นอาจะมองว่าเขานั้นเกินเยียวยา แต่ไมลส์กลับไม่คิดเช่นนั้น เขามีบ้านที่ดี มีอาหารบนโต๊ะทุกมื้อ และมีเพื่อนที่ดีให้ไปไหนมาไหนด้วยสำหรับเขาชีวิตนี้ก็สมบูรณ์แบบแล้ว
จนกระทั่งวันสุดท้ายก่อนที่ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนจะเริ่มขึ้น....ตอนนั้นเองที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป แซม วิทวิคกีได้รถเก่ามือสองเป็นของรางวัลจากการที่ได้Aรวด คนอื่นๆอาจไม่คิดว่าการที่เด็กหนุ่มมีรถขับจะสร้างความแตกต่างอะไรมากนักแต่ในความเป็นจริง.....มันทำให้ทุกอย่างกลับหน้ามือเป็นหลังมือ แซมต้องการที่จะเอาชนะใจมิเคล่าจึ่งขับรถออกไปส่งเธอกลับบ้าน ตอนนั้นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง แซมเริ่มไม่มีเวลาไปเที่ยวกับเขา ไม่แม้แต่การโทรมาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ
ไมลส์เข้าใจดีว่าตอนนี้แซมมีแฟนจึงต้องทุ่มเวลาให้กับหญิงสาวเป็นเรื่องปกติ แต่มันกลับมีช่วงที่แซมไม่ไปเที่ยวเล่นกับเขาและนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวกับมิเคล่าเลย บางครั้งแซมก็รีบออกไปไหนสักแห่งอย่างกระทันหัน แม้กระทั่งช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์แซมเองก็ยังไม่ว่าง เมื่อเขาถามผู้ปกครองของเพื่อนสนิทก็ไม่เคยได้คำตอบใดๆเรากับว่าจู่ๆแซมก็หายไปจากพื้นพสุธาเสียดื้อๆ
เมื่อเทอมการศึกษาใหม่เริ่มขึ้น ทั้งที่เขาจะได้ไปไหนมาไหนกับแซมเหมือนเช่นเก่า....แต่ก็เปล่าเลย เขามักจะรีบร้อนไปไหนหลังเลิกเรียนกับมิเคล่าเสมอๆ ด้วยคาเมโร่สีเหลืองใหม่เอี่ยม ขนาดตอนที่เขาบอกว่าตนเองและมิเคล่านั้นเลิกกันแล้วทุกอย่างก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
แต่จริงๆมันกลับแย่ยิ่งกว่าเก่า ถึงทั้งสองจะยืนยันว่าไม่ใช่ “แฟน”กันแต่ทั้งสองก็ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ กระซิบคุยกันสองคนและนั่นทำให้ไมลส์หงุดหงิด มีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลระหว่างทั้งสองคนที่ไม่อยากให้คนนอกรับรู้ ถ้าทั้งสองยังคบกันอยู่นี่อาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในเมื่อเลิกกันแล้วมันกลับทำให้ดูน่าสงสัย
ไมลส์คิดเสมอว่าไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาประหลาดใจได้อีกเมื่อเห็นแซมมาโรงเรียนพร้อมกับคาเมโร่ที่ทำตัวถังใหม่จนไม่เหลือเค้าเดิม ไหนจะรถสายตรวจที่บุบจนเสียไม่มีดีที่จอดรอรับแซมอีก ตอนนั้นเองที่ไมลส์เริ่มนึกสงสัยใคร่รู้ หรือนี่จะเกี่ยวกับการที่เด็กหนุ่มและมิเคล่าชอบกระซิบคุยกันสองคน?หรือว่าทั้งสองจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องยุ่งยาก?มันเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนสนิทเขากันแน่?
และเมื่อวันจันทร์เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่วนมาถึง ไมลส์พยายามถามอีกฝ่ายถึงเรื่องรถสายตรวจแต่เมื่อเห็นสีหน้าตื่นตกใจระคนทำอะไรไม่ถูกของอีกฝ่ายสุดท้ายเขาก็ถามอะไรไม่ออก อีกครั้งที่แซมและมิเคล่าคุยกันเบาๆสองต่อสองตลอดช่วงเวลาอาหารกลางวัน รวมทั้งการที่ทั้งคู่หายไปไหนด้วยกันตลอดสองอาทิตย์ทำให้ไมลส์ยิ่งตระหนักว่าตนนั้นถูกทิ้งอีกเช่นเคย
ไมลส์พบว่าตัวเองนั้นโดดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และเขาเองก็หวั่นใจแทนเด็กหนุ่มไม่ได้ ไมลส์เคยมีเพื่อนที่คอยรับฟังเรื่องต่างและไปเที่ยวเตร่ด้วยกันแต่ตอนนี้มันกลับไม่ใช่ ไม่มีใครที่ยอมเป็นเพื่อนเขานอกจากแซมและเขาเองก็เชื่อเสมอว่าเขาทั้งคู่จะเป็นเพื่อนกันตลอดไป
แล้วเมื่อแลมโบกินีสองคันโผล่มาที่โรงเรียน....ต่อให้โง่แค่ไหน ไมลส์ก็รู้ดีว่านี่มันไม่ธรรมดาเสียแล้ว มีบางอย่างที่ดูไม่น่าไว้ใจเกิดขึ้นที่บ้านวิทวิคกีให้เขาต้องไปพิสูจน์ความจริง และเขาจะต้องรู้มันให้ได้
เมื่อเขามาถึงเขาพบสามอย่างที่ไม่คิดว่าจะพบ หนึ่ง เทรนท์อยู่ที่นั่นและรีบวิ่งหางจุกตูดออกไปพร้อมกับกระบะยอดรัก สอง รถสายตรวจคันที่เคยมารับแซมในวันนั้นจอดอยู่ที่ทางเข้าบ้านแซม แต่นั่นยังไม่ทำให้เขาตกใจเท่ากับอย่างที่สามที่เขาค้นพบ
ที่หน้าบ้านของพวกวิทวิคกี้มีหุ่นยนต์ตัวใหญ่มากยืนจังก้าอยู่ตรงถนนและกำลังมองลงมาที่เขา“เวร...”
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
บัมเบิลบีก้มลงมองหนึ่งในมนุษ์ที่มักไปไหนมาไหนกับพวกเขาเป็นประจำ บีเอียงคอไปมาก่อนยกมือขึ้นทักอย่างทำอะไรไม่ถูก“เอ่อ...ไง...”
“อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!”
แซมเบ้หน้าเมื่อได้ยินเสียงแหกปากร้องโวยวายทันที ผู้ปกครองทั้งสองของเขารีบเหลียวหน้าเหลียวหลังดูว่ามีใครเสนอหน้าออกมาดูต้นต่อของเสียงจากทางหน้าต่างหรือไม่ มิเคล่านั้นปรายตามองแซมอย่างอ่อนใจก่อนหันกลับไปมองที่มาของเสียงกรีดร้อง
“เอ่อ ไมลส์?”แซมเริ่มถามเสียงขาดห้วงพร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายที่ตื่นตระหนกช้าๆ “นายมาทำอะไรที่นี่อ่ะ?”
“ฉันมาทำอะไรที่นี่น่ะเรอะ?”ไมลส์อย่างไม่เชื่อ “ช่างหัวมันเถอะน่า ไอ้นั่นมันอะไรน่ะ!!?”
“เอ่อ...ไมลส์รู้ไหมแบบว่าพอมาคิดๆดูมันก็ขำอ่ะนะ เรื่องมันยาวเหมือนกัน ทำไมนายไม่เข้ามาข้างในบ้านก่อนล่ะเราจะได้คุยกัน....”
“คุย...คุย...เรื่องอะไรล่ะ?!”เด็กหนุ่มผมทองตะโกนอย่างประสาทเสีย “เกิดอะไรขึ้น?แล้วไอ้นั่นมันอะไร?มันมาทำอะไรที่นี่?นี่เราตกอยู่ในอันตรายหรือ?มันจะฆ่าเราหรือ?”
“ไม่มีใครจะฆ่าใครทั้งนั้นแหละ”มิเคล่าบอกเรียบๆ “ไมลส์เรามีเรื่องต้องบอกเธอเยอะแยะเลยล่ะแต่จะดีมากถ้าเราไปคุยกันในบ้านดีกว่านะ”
“นั่นสิจ้ะ”จูดี้ปลอบ “เราไปนั่งคุยกันพร้อมกับดื่มช็อกโกแลตร้อนไปด้วยดีกว่าเน๊อะ?”
ไมลส์จ้องทั้งกลุ่มด้วยความหวั่นวิตก“บ้าไปแล้ว!”
แซมถอนหายใจแล้วเริ่มพูดว่า“เปล่าไมลส์ เราไม่ได้บ้า แค่มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นเท่านั้นเอง ฉันรู้ดีว่าฉันควรเล่าให้นายฟังตั้งนานแล้วแต่มันซับซ้อนจนฉันจับต้นชนปลายไม่ถูก...ความจริงก็ยังซับซ้อนอยู่แหละนะแต่นายก็อยู่ที่นี่แล้วนี่นามันก็ช่วยไม่ได้แล้วล่ะนะ นายควรจะได้รู้เรื่องทั้งหมด ถึงมันจะเป็นความลับระดับชาติก็เถอะ แล้วฉันก็ไม่รู้ว่าออพติมัสจะมีปฏิกิริยากับเรื่องนี้ยังไงบ้างแต่ก็-”
“แซม”มิเคล่าเอ่ยขัด “เธอเริ่มพล่ามแล้วนะ”
แซมหน้าแดง พึ่งรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไป“เอ่อ...โทษที”
“ไมลส์เราเข้าไปในบ้านกันดีกว่านะ?ดีกว่ามายืนคุยกันกลางถนนแบบนี้”จูดี้ลองเอ่ยโน้มน้าวเด็กหนุ่มที่กำลังตกใจให้เข้าไปในบ้านอีกครั้ง
ไมลส์เดินถอยเมื่อเห็นมารดาของเพื่อนสนิทเดินเข้ามาหา เด็กหนุ่มผมทองกวาดตามองทั้งสี่คนก่อนเอ่ยแบบกล้าๆกลัวๆว่า“ไม่..ไม่ต้องห่วงนะ”ไมลส์พูดทั้งที่นังไม่ละสายตาจากบัมเบิลบีที่ยังคงไม่ยอมคืนร่าง “ฉันจะไปตามคนมาช่วย ไม่ต้องห่วงเลยนะ...”เมื่อพูดจบไมลส์ก็เริ่มออกวิ่งไปทางเดียวกับที่เทรนท์วิ่งออกไป
“เวรเอ้ย!”หุ่นยนต์ขนาดยักษ์เหนือศรีษะสบถ พร้อมกับที่รถสายตรวจซึ่งจอดสนิทนั้นขับมาดักหน้าเขาเอาไว้ เด็กหนุ่มมองรถตรงหน้าด้วยดวงตาเกือบจขะหลุดออกมามานอกเบ้าเมื่อเห็นว่าไม่มีคนขับอยู่ในรถเสียหน่อย! และนั่นเกือบทำให้ไมลส์กรีดร้องอีกรอบ รถ!รถนี่แหละต้นเหตุ!
ไมลส์ชะงักและรีบหาทางหนีทันทีแต่ก่อนที่จะได้ทำดังใจหวังมือขนาดใหญ่กับคว้าตัวเขาขึ้นจากพื้น เพียงเท่านั้นเส้นด้ายของความมีสติก็ขาดผึ่ง เด็กหนุ่มร้องโวยวายทันทีเมื่อหันไปจ้องเข้ากับ“ตา”ของหุ่นยนต์
“โอ้ยพริมัสช่วยด้วย ทำให้หมอนั่นเงียบทีได้ไหม?”บาร์ริเคดคำรามอย่างหงุดหงิด
“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไงล่ะ?”แซมถาม’คอนห้วนๆ
“ให้เราเหยียบไหมล่ะ”บาร์ริเคดเอ่ยแนะนำเสียงเบา แต่ไม่วายที่ไมลส์จะได้ยินและเริ่มสบถดาและร้องต่อ “โอ้ยจะบ้า-เอาหมอนั่นมานี่เร็ว!”บาร์ริเคดบอก’บอทที่ยืนเก้ๆกังๆ มือกว้างรีบยัดไมลส์เข้าไปในรถสายตรวจทันทีโดยมีบาร์ริเคดปิดประตูรถตามหลังขังอีกฝ่ายไว้ในรถ ไม่มีเสียงใดลอดออกมาอีกเลย “ส่วนนายน่ะก็คืนร่างได้แล้วอยากมีปัญหามากกว่านี้หรือไง!”บาร์ริเคดด่าบีพร้อมกับถอนหายใจ บีซึ่งได้แต่เบ้รีบคืนร่างทันที
แซมมองเห็นสีหน้าตื่นตกใจของไมลส์เมื่อเห็นคาเมโร่ ก่อนดวงตาสีเขียวจะตวัดกลับมามองที่เขาด้วยอารามตกใตกลัว“เคด หมุนกระจกลงหน่อยได้ไหม?”เขาบอกอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล บาร์ริเคดนิ่งไปก่อนจะลดกระจกลง2นิ้ว “ไมลส์?”แซมพยายามจะพูดกับเด็กหนุ่มอย่างช้าๆ
“แซม นี่มันเกิดอะไรขึ้น?พวกนี้เหมือนกับพวกที่จูโจมเมืองMissionตอนนั้นเลย”
“ใช่แล้วล่ะ แต่ว่าพวกนี้เป็นคนที่หยุดพวกที่ทำร้ายเราต่างหาก”ไมลส์จ้องเขาผ่านกระจกรถ ซึงแซมมองเห็นน้ำตาที่เอ่อในดวงตาสีสีเขียวของเพื่อนสนิท “จริงๆนะเชื่อฉันเถอะนะเขาเป็นคนดีจริงๆ”บาร์ริเคดหัวเราะหึ แซมหันไปเตะล้ออีกฝ่ายทันที
“แล้วถ้าเกิดไม่ใช่ล่ะ?” ไมลส์โวยวาย“แซมเราต้องแจ้งใครสักคนให้รู้นะ!”
“พวกเขารู้แล้วล่ะ”แซมบอก “พวกคนในรัฐบาลรู้และอนุญาตให้ออโตบอทอยู่ที่นี่แล้วล่ะ”
“แต่แซม!”ไมลส์ถ้วง “ถ้า...ถ้า...พวกนั้นก็โดน...ล้าง.....สมองด้วย....ล่ะ...?”แซมมองด้วยความตกใจเมื่อเสียงของไมลส์ค่อยเบาลงๆ พร้อมกับเปลือกตาที่ค่อยปรือลง แซมรีบเดินเข้าไปใกล้ทันทีที่จู่ๆไมลส์ก็นิ่งสนิท หน้าผากแนบกับกระจกข้างคนขับของบาร์ริเคด แซมถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินเสียงกรน เขานึกว่าอีกฝ่ายตายเสียแล้ว
“ขอบคุณพริมัส!”บาร์ริเคดครางพร้อมถอนหายใจแรง “ฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว!”
แซมกระพริบตาปริบมองมัสแตงก์ ขณะบีขับขึ้นมาจอดใกล้ๆ“นายทำอะไรเขาห้ะ’คอน?”บีถามเสียงเครียด
“ฉันคิดว่าเขาคงตกใจจนเป็นลม” บาร์ริเคดบอกอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ“พาไปนอนดีๆดีกว่านะ”
“ตายจริงนั่นสินะจ้ะ”จูดี้เห็นด้วยทันที“ป่านนี้แครอลคงห่วงแย่แล้ว บางทีแม่ควรจะโทรบอกให้รู้...” จูดี้หันมองรอน“คุณอุ้มเขาขึ้นไปข้างบนไหวไหม?”หล่อนหันไปถามสามี
รอนจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ“อุ้มขึ้นหลังน่ะนะ?”เขาถาม
จูดี้กรอกตาอย่างอนาถใจ“ขอโทษที่ถามพ่อคนไร้ประโยชน์ บีช่วยอุ้มเขาไปไว้ในห้องหน่อยได้ไหมจ้ะ?”
ทุกคนต่างมองเธอด้วยความตกใจ“ทำไมแม่ยังใจเย็นอยู่ได้ฮะเนี่ย?” แซมถามอย่างไม่อยากเชื่อ“เขาเห็นบีแล้วนะครับ!แล้วผมก็ไม่รู้จะอธิบายให้เขาฟังยังไงด้วย!”
จูดี้ที่สงบสติอารมณ์ได้เร็วที่สุดมองลูกชายอย่างใจเย็น“ทำไมลูกไม่โทรหาวิลเลียมให้ช่วยยล่ะ?แม่ว่าบางทีให้นายทหารเป็นคนอธิบายอาจช่วยให้ไมลส์รู้ว่าออโตบอทไม่ใช่คนไม่ดีนะ”
แซมมองมารดาด้วยความประหลาดใจ“นั่น...นั่น...เป็นความคิดที่ดีมากเลยฮะ...”เขางึมงำด้วยสีหน้าดีขึ้นแล้วพยักหน้า “คงใช้เวลาเดินทางสักชั่วโมงเพราะเขายังอยู่ที่บ้านเอปส์”
“โอเค ตอนนี้ก็พาเพื่อนลูกไปพักก่อนเถอะ แล้วก็โทรหาคุณทหารดีกว่านะ”จูดี้ยิ้ม “รอนช่วยขับรถไปที่ร้านขายของแล้วซื้อของสดมาให้หน่อยจะได้ของเผื่อแขก”
รอนขมวดคิ้วมองภรรยา“ที่บ้านไม่มีเรอะถึงต้องออกไปซื้อของเอาป่านนี้?”เขาถามด้วยความสับสน
“ที่ตัวเองออกไปซื้อไอศกรีมตอนตีสามล่ะไม่เคยบ่นเลยนะ !ไปเลย!”แซมชะงักเมื่อมองพ่อด้วยความตกใจ โดยมีมิเคล่ายืนกลั้นหัวเราะอยู่ไกลๆ
“รู้ได้ไงเนี่ย” รอนพึมพำระหว่างที่เดินตรงไปยังรถของตน
จูดี้ยิ้มน้อยๆ ขณะบาร์ริเคดหัวเราะตามเบาๆ“นั่นสินะ”
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
หลังจากที่พาไมลส์ไปนอนพักเรียบร้อย แซมจึงเดินกลับมาที่ทางเข้าบ้านเพื่อบอกบาร์ริเคดให้อยู่นิ่งทำตัวไม่เด่นจนเป็นที่สังเกตุ“แล้วจะให้ฉันไปไหน?”บาร์ริเคดบ่นแล้วถอยเข้าไปในโรงรถ
“ดีใจเถอะนะที่เราไม่ตอกหมุดปิดประตูโรงไปถาวรก็บุญแล้ว”จูดี้ตะโกนบอกจากระเบียงหน้าบ้าน
บาร์ริเคดขยับซ้ายขยับขวาอย่างหงุดหงิด ซึ่งแซมอดที่จะหัวเราะไม่ได้“ขอแสดงความยินดีด้วยนะ แม่รับนายเป็นลูกแล้วล่ะ”เขาหัวเราะ
“ตราบใดที่หล่อนไม่คิดจะจับฉันแต่งตัวเหมือนเจ้าหมานั่นก็โอเค”บาร์รเคดบอกเสียงเรียบ ซึ่งบัมเบิลบีได้แต่หัวเราะด้วยความขันเมื่อนึกภาพตาม
“ที่เอาจริงนะ”แซมเดินไปปิดประตู “ห้ามออกมาจากโรงรถเด็ดขาด!”
“พูดเหมือนฉันมีทางเลือกอย่างนั้นแหละ?”บาร์ริเคดหัวเราะในลำคอ
แซมยิ้มมุมปาก“ก็ไม่มีไง”ก่อนปิดประตูโรงรถโดยไม่สนใจบาร์ริเคดที่ครางอย่างหงุดหงิด
ไม่นานหลังจากนั้นรถจี๊บของเอปล์ก็เข้ามาจอดที่ลานหน้าบ้าน วิลล์รีบกระโดนลงจากรถลงมาหาเด็กหนุ่มก่อนที่รถจะจอดสนิทเสียอีก“แซม!”วิลล์ทักเขาด้วยความดีใจที่เจอ “มีอะไรหรือเปล่า?เสียงเธอดูไม่ดีเลย”
แซมยิ้มรับเมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองเดินเข้ามา“คือแบบว่าเรามีสถานการณ์เล็กน้อยน่ะฮะ” เขาเริ่มอธิบายด้วยความลังเล“แบบว่ามีคนเห็นน่ะฮะ สองคน...”
“มีคนเห็นบีหรือ?”วิลล์อุทานอย่างตกใจเมื่อแซมพาทั้งสองเดินไปยังห้องนั่งเล่น
“สองหรือ?”เอปส์ถามอย่างตกใจระคนประหลาดใจ “หมายถึงสองครั้งสองที่หรือ?”
“แบบว่าครั้งที่สองเป็นผลจากครั้งแรกน่ะครับ”แซมพึมพำบอกตอนที่มารดาของตนเดินเข้ามา
“สวัสดีจ้ะ!”จูดี้เอ่ยทักอย่างร่าเริงพร้อมกับเดินเข้ามาหาผู้มาใหม่
“เอ่อ..สวัสดีครับคุณนายวิทวิคกี”เอปส์งึมงำทักหญิงสูงวัยกว่า ก่อนทำไม่รู้ไม่ชี้เดินไปหลบอยู่หลังวิลล์
วิลล์ถอกสีข้างอีกฝ่าย“สวัสดีครับจูดี้ ดีใจที่ได้เจออีกนะครับ”เขาบอกโดยไม่สนเสียงโอดครวญจากลูกน้อง
“ดีใจที่ได้เจอคุณเหมือนกันค่ะผู้กอง” จูดี้ยิ้มพร้อมกับยกจานใส่คุกกี้ขึ้น“คุกกี้ไหมคะ?”
“ไม่เกรงใจนะครับ”เอปส์เอื้อมข้ามไหล่หัวหน้าของตนเพื่อหยิบคุกกี้ข้าวโอ๊ต ซึ่งทำให้เขาโดนถอกเข้าที่สีข้างอีกที
“ขอบคุณครับจูดี้ ไม่ทราบว่าจะมีใครช่วยอธิบายสถานการณ์ให้ทราบหน่อยได้ไหมครับ” วิลล์หันกลับไปมองแซมแล้วก็มิเคล่า
จูดี้พยักหน้ารับแล้วเดินตรงกลับไปยังห้องครัว“ถ้ามีอะไรต้องการก็เรียกแม่แล้วกันนะ เดี๋ยวพอกาแฟเสร็จจะเอามาเสิร์ฟให้ทีหลังนะ”
“ขอบคุณครับ”วิลล์ยิ้มเมื่อหล่อนเดินเข้าไปหาเด็กวัยรุ่นทั้งสองด้วยสีหน้าขมวดมุ่นน้อยๆ โดยไม่ลืมวางจานคุกกี้ทิ้งไว้ให้ “เอาล่ะ ตกลงว่ายังไง?”วิลล์ถามหลังจากที่นั่งลงตรงข้ามเด็กทั้งสอง
แซมถอนหายใจ ไม่รู้ว่าตนจะเริ่มต้นอธิบายเรื่องทั้งหมดเช่นไรดีโดยที่ไม่กล่าวถึงบาร์ริเคด“คือว่า...คุณจำเทรนท์ได้ไหมฮะ?”แซมหันไปหาวิลล์ “คนที่ขับรถกระบะสีน้ำเงินเข้มน่ะครับ”
“เด็กนักกีฬาที่เจอที่เจอที่สวนใช่ไหม?”วิลล?ถามด้วยความประหลาดใจ “คนที่อวดว่ารถตัวเองดีกว่าบี แล้วก็คนที่เตะตัวถังไอออนไฮด์น่ะนะ?”
เอปส์เกือบติดคอตายดเพราะคุกกี้“หา แล้วไอออนไฮด์ไม่ได้วิ่งทับเละไปแล้วเรอะ?” เขาถามด้วยความประหลาดใจ วิลล์ยักไหล่
แซมเบ้หน้าอย่างรังเกียจ“คนนั้นแหละฮะ เขาโผล่มาที่นี่เมื่อตอนเย็นเพราะคิดว่าเราเป็นคนแกล้งเขา จากที่จับใจความได้เขาเลยตั้งใจมาเอาคืนโดยจะทุบบีน่ะครับ”
วิลล์ผิวปากอย่างตื่นเต้น“ให้เดานะ ไม่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้สินะ”
“ครับ ไม่แม้แต่จะเฉียด”แซมพยีกหน้าพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น
“แต่นั่นก็ไม่ได้อธิบายว่าทำไมบีถึงเปลี่ยนร่างต่อหน้าคนอื่นแบบนั้นนี่” วิลล์ว่าเสียงเข้ม“ต่อให้โดนทำร้ายจนบาดเจ็บแรทเชทก็ซ่อมให้ได้อยู่แล้วนี่”
“บีเองก็รู้ครับ”แซมบอกอย่างเข้าใจ “คือว่า...มีเรื่องที่ทำให้เขาเปลี่ยนร่างต่อหน้าเทรนท์น่ะครับ”
มิเคล่ากรอกตาเมื่อเห็นแซมมัวแต่อ้ำอึ้ง“เทรนท์ตั้งใจเล่นงานแซมน่ะค่ะ”เธอเอ่ยขึ้นทันที
“อ้ออออ”ทั้งคู่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจในทันที
แซมมองทุกคนด้วยสีหน้างงงวย แต่สำหรับทั้งสองหนุ่มคำอธิบายแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว“เอ่อ คืออย่างนี้ฮะ”เขาว่าต่อ “คือตอนที่บีพยายาม....บอกเทรนท์ให้กลับบ้านไปตอนนั้นไมลส์ก็มาพอดี”
“ไมลส์เรอะ!?”วิลล์ร้องขึ้นด้วยความตกใจ “แล้วเธอบอกเขาว่าอะไร?”
แซมขยับไปมาอย่างกังวลพร้อมกับยกมือขึ้นเสยผม“นั่นแหละฮะประเด็น เรายังไม่ทันได้อธิบาย...”
“ไมลส์ก็แค่มีปฏิกิริยาเหมือนคนปกติทั่วไปที่เห็นหุ่นยนต์ขนาดมหึมายืนจังก้าอยู่หน้าบ้านเพื่อนรัก เขาเลยสติแตกแล้วก็เป็นลมเพราะตื่นเต้นมากไป”มิเคล่าบอกอย่างใจเย็น “เขาอยู่ข้างบนนอนสลบอยู่บนเตียงแซมค่ะ”
ทหารหนุ่มทั้งสองมองเด็กทั้งสองด้วยความประหลาดใจ“แล้วจะให้เราทำอะไรล่ะ?”เอปส์ถาม
“คือว่าไมลส์คิดว่าเขาควรจะเตือนให้โลกรู้เกี่ยวกับบี เราเลยคิดว่าคุณสองคนน่าจะพอคุยกับเขาได้บ้าง”แซมอธิบายเพิ่ม “แบบช่วยโน้มน้าวให้เขารู้ว่าพวกนั้น-บีไม่ได้เป็นอันตรายน่ะฮะ”
วิลล์เลิกคิ้ว“เอ่อ แซม....ถ้าไมลส์คิดว่าออโตบอทมาที่นี่เพื่อครองโลกแล้วล่ะก็ การที่พวกฉันมาที่นี่ใช่ว่าจะช่วยอะไรได้นะ”
“นั่นสิ”เอปส์ว่าอย่างเห็นด้วยระหว่างที่กินคุกกี้อีกชิ้น “พวกที่เชื่อเรื่องแบบนี้ชอบคิดว่ารัฐบาลมีส่วนเกี่ยงข้องตลอดล่ะ”
“ลองดูก่อนไม่ได้หรือฮะ?”แซมถามกึ่งแนะนำ มือเรียวโบกไปมาอย่างทำอะไรไม่ถูฏ “เขาเป็นเพื่อนสนิทผมตั้งแต่สมัยอนุบาลแค่ต้องเก็บความลับไม่บอกไมลส์มาตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมาก็แย่พอแล้ว ผมรู้ว่าเขาคงรู้สึกเหมือนถูกทิ้งตอนที่ผมและมิเคล่าไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลาไหนจะตอนที่ไปอยู่ที่ฐานทัพอีก....ผมรู้สึกผิดจริงๆนะฮะ” ทั้งสองมองแซมด้วยสีหน้าเศร้า“ผมนี่เป็นเพื่อนที่ใช้ไม่ได้เลย ให้ตายสิ.....”เขาพึมพำกับตัวเอง มิเคล่านั้นได้แต่สงสาร มือเรียววางบนบ่าพร้อมกับบีบเบาอย่างให้กำลังใจ
มีเสียงดังตึงตังขึ้นเหนือศรีษะ ตามด้วยเสียงฝีท้าวเดินลงมาตามบันได ไมลส์เงยหน้าขึ้นมองแซมและมิเคล่าก่อนเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ก่อนปรายตามองสองนายทหารที่เดินตามมา“นั่นเรื่องจริง....จริงๆใช่ไหม?”เขาถามด้วยน้ำเสียงสั่นไหว
แซมพยักหน้ารับอย่างยากเย็น“ใช่ทั้งหมดเลยล่ะ”แซมบอกช้าๆแล้วมองเพื่อนรักของตน
เด็กทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ได้เอ่ยอะไร ไมลส์เลียริมฝีปากที่แห้งผากก่อนหันมองเอปส์“เขาเป็นอันตรายหรือเปล่า”ทั้งสี่ที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างส่ายหน้าปฏิเสธ “แล้วรถของแซมก็เป็นหนึ่งในเอ่อ....ออโตโรโบหรือ?”
“ออโตบอทน่ะ”แซมบอกเสียงนุ่มและใจเย็น “และใช่เลยอย่างที่นายว่านั่นแหละ”
ไมลส์หันกลับมามองแซมด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก จนแซมอดหวั่นในใจไม่ได้“เขาไม่ทำอะไรเราแน่นะ?”ไมลส์ถาม
“ไม่มีทาง!”แซมยืนยันทันที “พวกนั้นไม่ทำร้ายเราหรอก”
“งานของเขาคือปกป้องเราน่ะ”วิลล์เสริมอย่างใจเย็นแต่ไมลส์กลับตวัดตามองชายหนุ่มด้วยความตกใจ
“แล้วเรื่องที่เมืองMissionที่มีข่าวปล่อยออกมาในอินเตอร์เน็ตล่ะ?ดูเหมือนพวกนั้นจะมาฆ่าเรามากกว่านะครับ...”
“คืออย่างนี้นะชีวิตคนเรามันก็มีขึ้นมีลง บางทีก็มีเรื่องดีบ้างเรื่องร้ายบ้าง”เอปส์ผู้เงียบมาตลอดกลับเอ่ยขึ้นว่า “เหมือนกับที่มีคุกกี้ดีแล้วก็คุกกี้ไม่ดีนั่นแหละนะ” เขาเอื้อมหาจานใส่ขนม“ตัวอย่างเช่นคุกกี้ข้าวโอ๊ตเนี่ยของชอบฉันเลย แต่ถ้ามีคนให้คุกกี้เนยถั่วมากินล่ะก็ฉันล่ะเกลียดสุดๆ”เอปส์ยิ้มแล้วยัดคุกกี้ชิ้นที่5เข้าปาก
คนอื่นๆต่างครางและส่ายศรีษะ แต่ไมลส์กลับก้มลงมองคุกกี้ในจานอย่างสงสัย“งั้นรถแซมก็เป็นคุกกี้ข้าวโอ๊ตหรือฮะ?”เขาถามช้าๆอย่างไม่ใคร่แน่ใจ
เอปส์พยักหน้ารับ“ถูกต้อง เขาเป็นพวกที่คอยจัดการกับคุกกี้เนยถั่วที่ชั่วร้ายไม่ให้ไปขโมยนมได้ไงล่ะ?”
วิลล์นั้นแทบจะตกเก้าอี้เพราะพยายามไม่หัวเราะ หากไมลส์นั้นเพียงแต่จ้องคุกกี้ในจาน มือเรียวเอื้อมหยิบคุกกี้ชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ก่อนกัดเสียคำโต“ผมชอบคุกกี้ฮะ”เขาพึมพำ
“เห็นไหม”เอปส์ลุกขึ้นแล้วตบบ่าไมลส์ “มันไม่ได้แย่อย่างที่คิดหรอก รับรอง”
ไมลส์พยักหน้ารับแล้วหันมองแซมที่ลุกยืนขึ้น ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ได้เอ่ยอะไรต่อกันจนแซมทนไม่ได้จึงกล่าวว่า“ถ้าฉันบอกได้ ฉันบอกนายเป็นคนแรกเลยล่ะไมลส์”
ไมลส์จ้องแซมอยู่นานอย่างตริตรอง ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้าง“ไม่เอาน่านายก็น่าจะรู้นี่ว่าฉันเก็บความลับอยู่ที่ไหนล่ะ”
แซมยิ้มก่อนเดินเข้าไปกอดอีกฝ่ายแน่น“ขอบคุณที่เป็นเพื่อนฉันนะ” แซมพึมพำบอกอีกฝ่าย
ไมลส์กอดตอบ“ขอบคุณที่จัดการกับคุกกี้เนยถั่วให้นะ”
เด็กทั้งสองต่างยิ้มให้แก่กันจนมิเคล่าถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนทิ้งตัวลงกับโซฟานุ่ม หญิงสาวอดโล่งอกและดีใจไม่ได้ที่ในที่สุดไมลส์ก็รู้เรื่องเสียที ทีนี้จะได้ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆ แอบกระซิบคุยกันเวลาอาหารกลางวันอีกแล้ว
จู่ๆประตูห้องครัวก็เปิดออกพร้อมกับจูดี้ที่เดินเข้ามาพร้อมกับถาดกาแฟ โดยมีรอนเดินตามหลังเข้ามาพร้อมกับทานไอศกรีมไปด้วย“มีใครอยากได้ขนมปังปิ้งไหมจ้ะ?”
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
เมื่อได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดไมลส์ก็ดูจะรับได้และยอมรับมากขึ้น แต่เมื่อรู้ว่าหุ่นยนต์ยักษ์ที่ตนเห็นนั้นคือรถที่ขับพาตนไปไหนมาไหนตลอด5เดือนที่ผ่านมาเขาก็อดตกใจไม่ได้ ทั้งหมดเดินออกจากบ้านเพื่อนไปคุยกับคาเมโร่สีเหลืองสดใส“แน่ใจนะว่าเขาโอเคอ่ะ?” ไมลส์ถามเสียงเบา “ก็เมื่ออาทิตย์ก่อนฉันทำน้ำอัดลมหกในรถนี่....”
“บอกแล้วไงว่าบีไม่ว่าหรอก”แซมการันตี “บีรู้ดีว่าบางทีมันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้”
ไมลส์พยักหน้ารับอย่างกล้าๆกลัวๆแต่ก็เดินตรงไปหาคาเมโร่ที่จอดอยู่“ส...สวัสดี...”
“สวัสดีไมลส์ ยินดีที่ได้พูดคุยกันสักทีนะ”บัมเบิลบีตอบอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นไมลส์ยิ้มแห้งๆให้ตน
วิลล์แลเอปส์ต่างยิ้มกับภาพที่เห็น วิลล์หันกลับไปหาสองเด็กหนุ่มสาวที่ยืนอยู่ใกล้ๆว่า“ติดต่อไปหาเคลเลอร์แล้วบอกเรื่องที่ไมลส์รู้เรื่องออโตบอทแล้วให้เขารู้ซะนะ”เขาบอกระหว่างมองเอปส์เดินกลับไปที่รถ “แม้ว่ามันจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต่อสู้กับดิเซพติคอน แต่เขาก็ควรรู้ไว้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
แซมและมิเคล่าต่างพยักหน้ารับทราบ โดยไม่ได้สังเกตุเห็นสีหน้าประหลาดใจระคนตกใจที่รู้ว่ารัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและประธานาธิบดีนั้นมีเอี่ยวเรื่อง“รางวัล”ที่แซมนั้นได้มาจริงๆ เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนสนิท เด็กทั้งสองจึงเริ่มต้นเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองMissionให้ฟังอย่างละเอียด
วิลล์หัวเราะน้อยแล้วเดินตรงไปหาเอปส์ที่ก้มๆเงยๆอยู่ใต้กระโปรงรถ“บ้าจริงน็อตยังหลวมอยู่เลย”เอปส์พึมพำ “พับผ่าสิ ฉันจะไม่กลับไปหาไอ้ช่างนั่นอีกแล้ว”
วิลล์ยิ้มมุมปาก“ก็บอกแล้วว่าไอ้หมอนั่นมันฝีมือห่วย....”
เอปส์กรอกตา“ขอเวลาให้ฉันขันมันให้แน่นแปปนะ” เอปส์บอกพร้อมกับเดินตรงไปยังโรงรถ“เฮ้แซม!ขอยืมประแจหน่อยได้ไหม?”เขาตะโกนบอกอีกฝ่ายข้ามไหล่
แซมและมิเคล่าชะงักทันทีก่อนรีบหันมาตะโกนเป็เนเสียงเดียวกันเมื่อเห็นเอปส์เปิดประตูโรงรถ“ไม่ได้น้าาาา!”เสียงร้องห้ามดังลั่นจนไมลส์สะดุ้งด้วยความตกใจ แต่ก็ช้าเกินไป นายทหารทั้งสองตาโต กลั้นหายใจเมื่อเห็นรถตำรวจบุบๆเปื้อนดินที่แสนคุ้นเคยจอดสนิทนิ่งเงียบอยู่ในโรงรถของบ้านวิทวิคกี
“แซม....”วิลล์ถามเสียงสั่นลอดริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรง “ที่เห็นนั่นดิเซพติคอนใช่ไหม?”
ไมลส์ตาโตหันกลับไปมองรถสายตรวจขณะแซมนั้นเหลือบตาขึ้นมองผู้กองหนุ่มที่เริ่มหน้าแดงด้วยความโกรธจัด“....ไม่มั้งฮะ?”แซมบอกแบบใสซื่อ ซึ่งมันไม่ได้ผล
วิลล์นั้นขมวดคิ้วพร้อมกับคำรามเสียงดัง ขณะบีคราง ส่วนมิเคล่ายกมือขึ้นตบหน้าผากตนเเอง เอปส์มองสองฝ่ายไปมาก่อนปรายตามองรถสายตรวจที่ตกใจไม่แพ้กันก่อนเอ่ยเสียงอ่อยว่า“นี่แปลว่าจะได้กินคุกกี้ต่อใช่มะ?”
TBC

